รวมวิธีใช้งานโมดูลคลังสินค้า ตั้งแต่การตั้งรหัสสินค้า หน่วยนับ และประเภทสินค้า ไปจนถึงการปรับปรุงสต๊อกและบริหารคลัง/ที่ตั้ง
1 บทความ
การบริหารคลังสินค้าดูซับซ้อนและใช้เวลา แต่ระบบที่ดีสามารถลดจำนวนวันสต๊อกได้มากกว่า 20% คลังสินค้าเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนที่จะกลายเป็นต้นทุนขาย (COGS) เมื่อขายออกไป ซึ่งมักเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่สุด — รวมกับต้นทุนแรงงานไม่ควรเกิน 65% ของยอดขาย
เมนูสินค้าแบ่งออกเป็น 4 ส่วน (แนะนำตั้งค่าย้อนลำดับ 4→3→2→1 เพราะ 1-2 ถูกใช้งานบ่อยที่สุด)
ประโยชน์ของการบริหารสต๊อกอย่างเป็นระบบ
ระบบต้องอัปเดตสต๊อกสินค้าอัตโนมัติแบบ Real-Time
แนวทางวางผังคลังสินค้าที่มีประสิทธิภาพ
แนวทางจัดการสินค้าค้างสต๊อก (Dead Stock)
การตรวจนับสต๊อก
ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 87 กิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องยื่นรายงานสินค้าและวัตถุดิบ หากไม่ยื่นมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท (มาตรา 90/3)
ขั้นตอนสุ่มตรวจนับสต๊อก
ผลการตรวจนับ
การบริหารสต๊อกแบบแบทช์ใช้ SKU (Stock Keeping Unit) เพื่อสร้างหน่วยย่อยที่สุดของสินค้า แยกตามสี ขนาด น้ำหนัก ความกว้าง ความยาว รสชาติ แบรนด์ และรุ่น โดยเลือก “ตั้งค่า SKU” ที่ระดับรหัสสินค้า กำหนดตัวแปร SKU (เช่น สี: เหลือง ขาว น้ำเงิน ชมพู) แล้วระบบจะสร้างรหัสสินค้าตาม SKU ให้อัตโนมัติ
BOM (Bill of Material) จะปรับสต๊อกวัตถุดิบอัตโนมัติเมื่อมีการบันทึกคำสั่งผลิต ทำให้เห็นการใช้วัตถุดิบและวัสดุแบบเรียลไทม์
เอกสารปรับสต๊อกหลัก
6 บทความ
ทำไมต้องมีข้อมูลสินค้า
วิธีสร้างสินค้า
วิธีแก้ไขสินค้า
วิธีค้นหาสินค้า
ข้อมูลชื่อสินค้า
SKU (Stock Keeping Unit) ใช้แบ่งย่อยสินค้าตามขนาด สี น้ำหนัก รสชาติ หรือแบรนด์ เหมาะสำหรับสินค้าตัวเดียวกันที่มีตัวแปรต่างกัน
ตัวแปร SKU
รายละเอียด SKU
หน่วยนับ
สำหรับสินค้าที่ซื้อเป็นหน่วยใหญ่แต่ขายเป็นหน่วยย่อย ต้องตั้งค่าทุกหน่วยให้ครบเพื่อให้ระบบคำนวณราคาถูกต้องเมื่อมีการเปลี่ยนหน่วย เช่น 1 แพ็ค = 3 ชิ้น
อื่นๆ
คำถามที่พบบ่อย3 ข้อ
คำเตือนนี้เกิดจากยังไม่ได้กำหนดผังบัญชีในช่อง "GL สำหรับซื้อ" (GL for Cost) ของสินค้านั้น ซึ่งจำเป็นเมื่อบริษัทตั้งค่าระบบบัญชีสินค้าคงคลังแบบ Perpetual (ต้องบันทึกต้นทุนขายทุกครั้งที่มีการขาย) วิธีแก้ไข: เข้าเมนูสินค้า เลือกสินค้าที่แจ้งเตือน กดแก้ไข ไปที่ส่วนข้อมูลสำหรับซื้อ แล้วระบุผังบัญชี "GL สำหรับซื้อ" ให้ครบถ้วน จากนั้นบันทึก
สำหรับรหัสสินค้า: เข้าเมนูสินค้า เลือกสินค้าที่ต้องการ กดแก้ไข กดลูกศรข้างปุ่มบันทึก เลือก "ภาษา" เปลี่ยนเป็น English แล้วกรอกชื่อ/คำอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ จากนั้นบันทึก สำหรับแบบฟอร์มปริ้นของเอกสาร (เช่นใบเสนอราคา/ใบสั่งขาย (SO)) ที่ต้องการพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษให้ตรงกับลูกค้า: กรณียังไม่สร้างเอกสาร ให้ไปที่เมนูลูกค้า เลือกลูกค้า กดแก้ไข ตั้งค่าภาษาเป็น English แล้วบันทึก; กรณีสร้างเอกสารแล้ว ให้แก้ไขเอกสารนั้น กดลูกศรข้างปุ่มบันทึก เลือก "แก้ไขข้อมูลลูกค้า" แล้วตั้งค่าภาษาเป็น English และบันทึก
ระบบไม่มีฟังก์ชันลบรหัสสินค้า เนื่องจากป้องกันปัญหาการลบรหัสสินค้าที่เคยถูกนำไปใช้งานในเอกสารแล้ว ให้ใช้ฟังก์ชัน "ระงับใช้งาน" แทนการลบ นอกจากนี้ รหัสสินค้าที่ถูกนำไปใช้สร้างเอกสารแล้ว (เช่น PO, SO, IV) จะไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงตัวรหัสได้อีกเช่นกัน
ทำไมต้องมีผู้จัดจำหน่าย
วิธีสร้างผู้จัดจำหน่าย
วิธีแก้ไขผู้จัดจำหน่าย
หัวเอกสาร
ราคา
ใช้เก็บข้อมูลว่าสินค้านี้ควรจะขายในช่วงเวลาต่างๆ ด้วยราคาเท่าไหร่ เมื่อสร้างเอกสารขาย เช่น ใบเสนอราคา (QT) หรือใบสั่งขาย (SO) ข้อมูลราคานี้จะถูกดึงมาแสดงให้อัตโนมัติ ช่วยลดความผิดพลาดจากการตั้งราคาไม่ตรงกัน
วิธีสร้างราคาขายสินค้า
การแก้ไขราคาขายทำได้ในลักษณะเดียวกัน โดยเลือกรายการราคาขายเดิมที่ต้องการแก้ไขแทนการสร้างใหม่
รายละเอียดเอกสาร
คำถามที่พบบ่อย1 ข้อ
ได้ โดยเข้าไปที่หน้าแก้ไขรหัสสินค้า แล้วเลือกแท็บ "ราคาจำหน่าย/ราคาขายสินค้า" สามารถเพิ่มคู่ค้าได้ทีละราย ทำให้ 1 รหัสสินค้าผูกกับหลายคู่ค้าพร้อมตั้งราคาต่างกันได้
ทำไมต้องมีประเภทสินค้า
วิธีสร้างประเภทสินค้า
การตั้งประเภทสินค้าควรคำนึงถึงลักษณะธุรกิจเป็นหลัก
วิธีแก้ไขประเภทสินค้า
ไม่สามารถแก้ไขรหัสประเภทสินค้าได้ จนกว่าจะไม่มีสินค้าอยู่ภายใต้รหัสสินค้านั้นๆ แล้ว
วิธีค้นหาประเภทสินค้า
รายละเอียดข้อมูล
คำถามที่พบบ่อย1 ข้อ
สามารถใช้ Template ของระบบเพื่ออัปโหลดรหัสสินค้าเข้าระบบพร้อมกันจำนวนมากได้ โดยไปที่เมนูอัปโหลดข้อมูลหลัก เลือก "Goods Master" กดดาวน์โหลด Template กรอกข้อมูลให้ครบ แล้วกดปุ่ม "Upload" แนบไฟล์ที่เตรียมไว้ ในไฟล์อัปโหลดต้องระบุ "ประเภทสินค้า" เสมอ มิฉะนั้นจะอัปโหลดไม่สำเร็จ ส่วน "รหัสสินค้า" ไม่ต้องกรอกเอง ระบบจะรันเลขรหัสให้อัตโนมัติ
ใช้สร้างหน่วยนับตามประเภทธุรกิจและลักษณะสินค้า
วิธีสร้างหน่วยนับ
วิธีแก้ไขหน่วยนับ
แนะนำให้สร้างหน่วยนับภาษาไทยและภาษาอังกฤษให้ครบถ้วน
วิธีแก้ไขภาษาของหน่วยนับ (ให้แสดงตามเวอร์ชั่นภาษา)
รายละเอียดในเอกสาร
คำถามที่พบบ่อย2 ข้อ
สาเหตุหนึ่งที่พบบ่อยคือรหัสสินค้าที่ระบุในไฟล์ยังไม่มีการตั้งค่าหน่วยนับ (Unit) ในระบบ ต้องเข้าไปเพิ่มหน่วยนับให้กับรหัสสินค้านั้นก่อน แล้วจึงอัปโหลดไฟล์ใหม่อีกครั้งจึงจะสำเร็จ
ระบบจะจับข้อมูลหน่วยนับที่ใช้แสดงเป็นค่าเริ่มต้นจากบรรทัดแรกในรายการหน่วยนับของสินค้านั้น หากต้องการให้หน่วยใดแสดงเป็นค่าเริ่มต้น ให้นำหน่วยนับนั้นย้ายขึ้นมาเป็นบรรทัดแรก และหน่วยนับในแต่ละบรรทัดต้องไม่ซ้ำกัน หากเพิ่งเพิ่มหน่วยนับใหม่แล้วยังไม่ปรากฏให้เลือกในหน้าสร้างเอกสาร ให้ลองออกจากระบบแล้วเข้าสู่ระบบใหม่ก่อนสร้างเอกสารอีกครั้ง
ใช้กำหนดรูปแบบรหัสสินค้า ซึ่งควรตั้งค่าตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มต้นใช้งานระบบ
วิธีตั้งค่าสินค้า
สามารถตั้งค่านี้ได้เพียงครั้งเดียว การเปลี่ยนแปลงหลังจากสร้างสินค้าแล้วจะส่งผลกระทบต่อข้อมูลสำคัญของระบบ เช่น รหัสสินค้า
การแก้ไขจะถูกจำกัดหลังจากมีการสร้างประเภทสินค้าและรายการสินค้าแล้ว เพื่อป้องกันผลกระทบต่อข้อมูลทั้งระบบ
รายละเอียดการตั้งค่า
รูปแบบบาร์โค้ดที่รองรับ
คำถามที่พบบ่อย1 ข้อ
ปัญหานี้เกิดจากรหัสสินค้าที่ใช้ในเอกสารยังไม่ได้กำหนดข้อมูล "GL for Cost (Perpetual)" ไว้ หากบริษัทบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือแบบ Perpetual ต้องให้ผู้มีสิทธิ์แก้ไขรหัสสินค้ากำหนดค่า GL for Cost ในรหัสสินค้านั้นก่อน จึงจะสร้างเอกสาร IV ได้ กรณีไม่ได้ใช้วิธีบันทึกแบบ Perpetual แนะนำเปลี่ยนวิธีบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือเป็น Periodic แทน
6 บทความ
สต๊อกเป็นรายงานจำนวนสินค้าในคลังที่จะถูกอัปเดตอัตโนมัติทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น การสร้างหรือบันทึกเอกสารที่กระทบต่อคลังสินค้า หากพบว่าจำนวนสินค้าในคลังไม่ถูกต้อง สามารถปรับปรุงจำนวนได้
ระบบจะสร้างข้อมูลสต๊อกอัตโนมัติเมื่อมีการสร้างเอกสารที่เกี่ยวข้องกับสินค้าในสต๊อก
วิธีดูสต๊อก
วิธีคำนวณสต๊อกใหม่ทั้งหมด
ใช้ “คำนวณใหม่ทั้งหมด” ในกรณีที่สต๊อกสินค้าไม่อัปเดตตามเอกสาร
การเลือกวันที่เริ่มคำนวณมีผลต่อการดำเนินงานของระบบ ควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนยืนยัน
หัวเอกสาร
รายละเอียดรายการ
“แสดงรายละเอียดตั้งแต่วันที่” จะแสดงค่าเริ่มต้นย้อนหลัง 1 เดือน หรือ 100 รายการล่าสุด
สัญญาณเตือน
ทำไมต้องบริหารสต๊อกอย่างเป็นระบบ
แนวทางจัดการสินค้าค้างสต๊อก (Dead Stock)
วิธีตรวจนับสต๊อกแบบสุ่ม
ข้อกำหนดทางกฎหมาย: ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องจัดทำรายงานสินค้าคงคลังพร้อมเอกสารประกอบภายใน 3 วันทำการ (มาตรา 82/3, 86 แห่งประมวลรัษฎากร) และต้องจัดทำรายงานสินค้าคงคลังตามที่กฎหมายกำหนด (มาตรา 87) หากไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 90/3 กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีตรวจพบผลต่างจากการตรวจนับอาจมีค่าปรับเพิ่มเติมตามกฎหมาย ควรปรึกษาผู้ทำบัญชี/ผู้สอบบัญชีของบริษัทเพื่อความถูกต้องในรายละเอียดที่ใช้กับกิจการของท่าน
คำถามที่พบบ่อย9 ข้อ
สินค้าจะถูกตัดออกจากสต็อกเมื่อบันทึกเอกสารใบแจ้งหนี้ (IV) ส่วนยอด "มีจำหน่าย" ที่แสดงในระบบคำนวณจากสูตร สต็อกคงเหลือ − ยอดจอง (SO ที่ยังไม่ได้ดึงออกเป็น IV) ดังนั้นหากมียอดจองมากกว่าสต็อกที่มีอยู่จริง ยอดมีจำหน่ายจะแสดงเป็นค่าติดลบได้ ซึ่งเป็นการแสดงผลที่ถูกต้องตามหลักการคำนวณของระบบ ไม่ใช่ความผิดพลาด
ในหน้ารหัสสินค้าให้ติ๊กตัวเลือก "สำหรับซื้อ" เพื่อให้สามารถคีย์รหัสสินค้านั้นในเอกสารนำเข้าสินค้าได้ ส่วนการที่สินค้าจะวิ่งเข้าสต็อกหรือไม่ ขึ้นอยู่กับตัวเลือก "ใช้ระบบคลังสินค้า" หากตั้งหน่วยนับไว้เพียงหน่วยเดียว ระบบจะไม่มีหน่วยอื่นให้เลือกในเอกสาร ต้องเพิ่มหน่วยนับเข้าไปในรหัสสินค้าก่อน โดยเรียงลำดับหน่วยนับที่มีขนาดใหญ่ที่สุดไว้บรรทัดบนสุด
เพื่อรักษาประสิทธิภาพของระบบ รายงานสต็อกจะจำกัดช่วงเวลาการเรียกข้อมูลไว้ครั้งละไม่เกิน 6 เดือน อย่างไรก็ตาม แม้จะเลือกช่วงเวลาได้ไม่เกิน 6 เดือน แต่ยอดคงเหลือสินค้าที่แสดงในรายงานจะยังคงเป็นยอดคงเหลือล่าสุดทั้งหมดเสมอ ไม่ได้จำกัดเฉพาะช่วงเวลาที่เลือก ส่วนหน้ารายละเอียดความเคลื่อนไหวสต็อก (Stock Movement) ค่าเริ่มต้นจะแสดงข้อมูลย้อนหลังเพียง 1 เดือนจากวันที่เรียกดู หากต้องการดูย้อนไกลกว่านั้น (เช่น ตั้งแต่ต้นปี) ต้องแก้ไขช่วงวันที่ในตัวกรองเอง และหากต้องการดูจำนวนสต็อกคงเหลือแยกตามประเภท/หมวดสินค้า หน้าสินค้าปกติจะกรองตามประเภทได้แต่ไม่แสดงจำนวนคงเหลือ ให้ไปเรียกดูที่รายงาน Power BI Stock แทน
ระบบไม่มีการตั้งค่าให้สต็อกติดลบได้ เนื่องจากเป็นการออกแบบของระบบโดยตั้งใจ เพื่อป้องกันปัญหาการทำงาน หากไม่มีสินค้าอยู่ในสต็อกจริง ฝ่ายขายหรือฝ่ายคลังจะไม่สามารถออกเอกสารต่อในระบบได้ ต้องรับสินค้าเข้าระบบก่อนจึงจะออกเอกสารต่อไปได้ ซึ่งอาจทำให้งานล่าช้าในบางกรณีที่สินค้ายังไม่เข้าคลัง
เนื่องจากข้อมูลสต็อกสินค้ามีจำนวนมาก การอัปเดตข้อมูลแบบ Real-time จะกระทบประสิทธิภาพของระบบ ระบบจึงออกแบบให้รายงานสต็อกอัปเดตผ่านการรันแบบอัตโนมัติทุกเที่ยงคืน หากต้องการให้ข้อมูลถูกต้องทันที (เช่น หลังแก้ไขรายการที่กระทบสต็อก หรือหลังยกเลิกเอกสารรับสินค้า) ให้กดปุ่ม "คำนวณใหม่" (Recalculate Stock) ซึ่งอยู่บริเวณมุมขวาบนของหน้าจอสินค้าในคลัง โดยทำได้ 2 วิธี คือ 1) คำนวณใหม่แบบรายตัว เลือกทีละรหัสสินค้า/ทีละคลังสินค้า หรือ 2) กดคำนวณสต็อกทั้งหมดแบบรวม แนะนำให้กดเฉพาะรหัสสินค้าที่ต้องการใช้งานเร่งด่วนก่อน ส่วนรายการอื่นระบบจะคำนวณให้อัตโนมัติในรอบเที่ยงคืน
หากตอนสร้างเอกสาร (เช่น SO, IV) ไม่ได้เลือกรายการจาก "รหัสสินค้า" ในระบบจริง แต่พิมพ์ชื่อ/รหัสสินค้าขึ้นมาเองแบบ Free Text ระบบจะไม่ตัดสต็อกและไม่นำรายการนั้นเข้ารายงานสต็อกให้ วิธีสังเกตว่ารายการใดตัดสต็อกจริง คือ รายการนั้นจะมีรายละเอียด (detail) แสดงเป็นข้อความสีเทาเล็กๆ ใต้ชื่อสินค้า หากไม่มีแสดงว่าไม่ได้ดึงจากรหัสสินค้าในระบบ ปัญหาเดียวกันนี้อาจเกิดได้ทั้งฝั่งซื้อและฝั่งขาย เช่น การคีย์รหัสสินค้าแบบ Free Text ตอนบันทึกเอกสารซื้อเข้าก็ทำให้รายการซื้อกับรายการขายของสินค้าเดียวกันไม่ถูกจับคู่กันเช่นกัน วิธีแก้ไขกรณีเอกสารออกไปแล้ว คือต้องยกเลิกเอกสารที่เกี่ยวข้อง แล้วแก้ไขเอกสารต้นทางให้ดึงรหัสสินค้าจาก Master Data ใหม่ให้ถูกต้อง ทางที่ดีควรเลือกรหัสสินค้าจากรายการ Master ที่มีอยู่แล้วเสมอเมื่อบันทึกเอกสาร ไม่ควรพิมพ์เอง
หลังดึงเอกสาร IV กลับมาแล้ว ให้ใช้งานฟังก์ชัน "Update from SO" ในเอกสาร IV จากนั้นบันทึกเอกสาร IV ซ้ำอีกครั้ง ระบบจะรีเฟรชข้อมูลและ IV จะไปแสดงในรายงานสต็อกให้ถูกต้อง หากเดือนที่เกี่ยวข้องได้ยื่นภาษี VAT ไปแล้ว จำเป็นต้องถอนการยื่นภาษี VAT ของเดือนนั้นก่อน จึงจะสามารถอัปเดตข้อมูลใน IV ได้
หากเอกสาร CN เลือกเหตุผลการลดหนี้ที่เกี่ยวกับ "ราคา" (price adjustment) จะไม่กระทบกับสต็อกสินค้า หากต้องการให้ CN กระทบสต็อก (สินค้ากลับเข้าคลัง) ต้องเลือกเหตุผลการลดหนี้ประเภทที่เกี่ยวกับการคืนสินค้าแทน
ขั้นตอนที่แนะนำมีดังนี้
1. สร้างรหัสสินค้าใหม่เข้าระบบก่อน (อัปโหลดรหัสสินค้า)
2. ยกยอดสินค้าคงเหลือไปยังรหัสใหม่โดยอัปโหลดผ่านเอกสาร Goods Inbound (GI) กำหนดวันที่ให้ตรงกับเอกสาร GO ที่จะทำในขั้นถัดไป
3. ปรับยอดสินค้าคงเหลือของรหัสเดิมให้เป็น 0 โดยอัปโหลดผ่านเอกสาร Goods Outbound (GO) กำหนดวันที่ให้ตรงกับ GI
4. เมื่อยอดรหัสเดิมเป็น 0 แล้ว จึงระงับการใช้งาน (Inactive) รหัสสินค้าเดิมได้ ทั้งนี้เอกสาร Goods Transfer (GT) ใช้สำหรับย้ายสินค้าระหว่างคลังสินค้าเท่านั้น ไม่สามารถใช้สำหรับยกยอดจากรหัสเดิมไปยังรหัสใหม่ได้
ทำไมต้องมีใบเบิกสินค้า (GO)
วิธีสร้างใบเบิกสินค้า (GO)
สามารถสร้างใบเบิกสินค้า (GO) ได้จากเมนูคลังสินค้า > สินค้าคงคลัง > แท็บ 1. สินค้าในคลัง โดยเลือกสินค้าที่ต้องการ แล้วกดปุ่มดำเนินการเลือก “สร้างใบเบิกสินค้า (GO)”
วิธีแก้ไข / ยกเลิกใบเบิกสินค้า (GO)
หัวเอกสาร
หากค้นหาเลขที่เอกสารอ้างอิงไม่พบ อาจเป็นเพราะ PR ยังไม่ได้รับอนุมัติ, PR ถูกนำไปสร้าง PO แล้ว, หรือผู้ใช้ไม่มีสิทธิ์เห็น PR ของแผนกนั้น
ตารางรายการ / บันทึกบัญชี GL
เอกสารในขั้นตอนนี้เชื่อมโยงต่อไปยังรายงานสต๊อก
คำถามที่พบบ่อย2 ข้อ
เอกสาร GO ผู้ใช้ระบุเพียงปริมาณสินค้าที่ต้องการปรับปรุงเท่านั้น ราคาต่อหน่วยระบบจะดึงมาจากรายงานสต็อกให้อัตโนมัติ โดยราคานี้จะปรากฏขึ้นมาให้เห็น "หลังจากบันทึกเอกสาร GO" แล้ว ไม่ใช่ก่อนบันทึก
กรณีที่เอกสาร GO ไม่แสดงต้นทุนอัตโนมัติให้ อาจเกิดจากเอกสารรับสินค้าเข้า (GI) ก่อนหน้าไม่ได้ระบุราคาสินค้าไว้ ทำให้ไม่มีต้นทุนให้ระบบดึงมาแสดงในเอกสาร GO ที่ตามมา ควรตรวจสอบและแก้ไขเอกสาร GI ที่เกี่ยวข้องให้กรอกราคาสินค้าครบถ้วน
ใบรับสินค้า (GI) ใช้สำหรับการรับสินค้าเข้าคลัง เป็นหลักฐานยืนยันที่ตรวจสอบได้ง่าย
วิธีสร้างใบรับสินค้า (GI)
สามารถสร้าง GI ได้จากเมนูคลังสินค้า > สินค้าคงคลัง > แท็บ 1. สินค้าในคลัง โดยเลือกสินค้าที่ต้องการ แล้วกดปุ่มดำเนินการเลือกสร้างใบรับสินค้า (GI)
วิธีแก้ไข / ยกเลิกใบรับสินค้า (GI)
หัวเอกสาร
ตารางรายการ / บันทึกบัญชี GL
เอกสารนี้เชื่อมโยงต่อไปยังรายงานสต๊อก
คำถามที่พบบ่อย1 ข้อ
ให้ตรวจสอบการตั้งค่า 4 จุด ได้แก่
(1) บริษัทเปิดใช้บริการคลังสินค้าแล้วหรือไม่
(2) "ที่อยู่การจัดส่ง" ที่ใช้ในเอกสารตั้งเป็นบริการคลังสินค้าหรือไม่
(3) รหัสสินค้านั้นติ๊ก "ใช้ระบบคลังสินค้า" แล้วหรือไม่
(4) เอกสาร GI ติ๊ก "กระทบต่อสต็อก" แล้วหรือไม่ เมื่อแก้ไขครบทั้ง 4 จุดแล้ว ให้กดบันทึกเอกสารใบเดิมซ้ำ (ไม่ต้องสร้างเอกสารใหม่) จากนั้นไปที่เมนูสต็อกและกด "คำนวณใหม่" เพื่ออัปเดตยอด
ใช้เพื่อปรับปรุงราคาต้นทุนของสินค้า
วิธีสร้างใบปรับปรุงต้นทุนสินค้า (GC)
วิธีแก้ไข / ยกเลิก / พิมพ์
จากค่าใช้จ่าย
ไปยังสินค้า
ตารางบันทึกบัญชี GL
เอกสารในขั้นตอนนี้เชื่อมโยงต่อไปยังงบทดลองและรายงานสต๊อก
คำถามที่พบบ่อย3 ข้อ
การปรับปริมาณสินค้าคงคลังกับการปรับปรุงต้นทุนสินค้าเป็นคนละเอกสารแยกกัน หากต้องการปรับต้นทุนสินค้า ให้ใช้เอกสาร GC (ปรับปรุงต้นทุน) แยกต่างหากจากเอกสารปรับปริมาณ ทั้งนี้ ปัจจุบันเอกสาร GC ยังไม่รองรับการดึงข้อมูลโดยอ้างอิงจากเลขที่เอกสาร CV (หากใส่เลข CV ระบบจะไม่ดึงเอกสารขึ้นมาให้)
ระบบตัดสต็อกออกตามหลัก FIFO (First In First Out) คือไล่ตัดตามลำดับล็อตที่รับเข้าก่อน ไม่ได้อิงตามวันที่ผู้ใช้เลือกอ้างอิงเอง หากล็อตแรกถูกตัดไปแล้วบางส่วนหรือทั้งหมดจากรายการก่อนหน้า (เช่น การขาย/IV) เมื่อทำเอกสารเบิก (GO) ครั้งถัดไป ระบบจะดึงต้นทุนจากล็อตถัดไปตามลำดับที่ยังมีเหลือมาแสดง หากต้องการให้กลับไปใช้ต้นทุนของล็อตแรก ต้องยกเลิกเอกสารขายที่ตัดล็อตแรกไปก่อน เพื่อให้สต็อกของล็อตนั้นกลับมา แล้วจึงทำเอกสารเบิกก่อนออกเอกสารขายใบใหม่
หากสต็อกคงเหลือของสินค้ารายการนั้น ณ ก่อนทำเอกสาร GT มีค่าเป็น 0.00 ระบบจะไม่สามารถกำหนดหรือคำนวณราคาต้นทุนต่อหน่วยให้กับรายการที่โอนย้ายได้ ทำให้ต้นทุนสินค้าไม่ปรากฏในเอกสาร GT นั้น
ทำไมต้องมีใบโอนสินค้า (GT)
วิธีสร้างโอนสินค้า (GT)
สามารถสร้างใบโอนสินค้า (GT) ได้จากเมนูคลังสินค้า > สินค้าคงคลัง > แท็บ 1. สินค้าในคลัง โดยเลือกสินค้าที่ต้องการ แล้วกดปุ่มดำเนินการเลือกสร้างใบโอนสินค้า (GT)
วิธีแก้ไข / ยกเลิก / พิมพ์
หัวเอกสาร
จากคลังสินค้า / ไปคลังสินค้า
ตารางรายการ
เอกสารในขั้นตอนนี้เชื่อมโยงต่อไปยังรายงานสต๊อก
คำถามที่พบบ่อย2 ข้อ
ระบบจะคำนวณต้นทุนสินค้าที่โอนย้ายระหว่างคลังให้อัตโนมัติตามวิธี FIFO หรือ Average Cost (ตามวิธีคำนวณต้นทุนที่ตั้งค่าไว้ที่สินค้า) และแสดงมูลค่าสินค้าที่โอนย้ายในรายงานสต๊อก
หลังจากสร้างคลังสินค้าใหม่แล้ว ต้องเข้าไปที่หน้าแก้ไขข้อมูลบริษัทเพื่อสร้าง "สถานที่ส่งของ" (Delivery Location) เพิ่มอีกหนึ่งขั้นตอน เพื่อให้ระบบมีที่อยู่ผูกกับคลังสินค้านั้น จึงจะสามารถใช้ในการโอนย้ายสินค้าและออกเอกสารที่เกี่ยวข้องได้
ทำไมต้องมีการตรวจสอบสต๊อก
เข้าถึงได้จากเมนู คลังสินค้า > ตรวจสอบสต๊อก
วิธีสร้างใบรับสินค้า/บริการ (GR) จากรายการที่รอ
วิธีสร้างใบรับสินค้า (GI)
วิธีสร้างโอนสินค้า (GT)
เงื่อนไขการกรอง
2 บทความ
คลังเก็บสินค้า คือ สถานที่ต่างๆ ที่สินค้าคงคลังจะถูกนำไปวางไว้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นคลังสินค้าแบบดั้งเดิมเท่านั้น อาจรวมถึงพื้นที่ฝากขาย เช่น ห้างสรรพสินค้า วัตถุประสงค์คือติดตามได้ว่าสินค้าแต่ละชิ้นถูกจัดเก็บอยู่ที่ใด
ทำไมต้องมีคลังเก็บสินค้า
วิธีสร้างคลังเก็บสินค้า
วิธีแก้ไขคลังเก็บสินค้า
ข้อมูลที่ต้องกรอก
สามารถผูกคลังสินค้าเป็นสถานที่จัดส่งได้ เพื่อให้ระบบบันทึกใบรับสินค้าอัตโนมัติเมื่อเชื่อมโยงกับที่อยู่จัดส่งนั้น
คำถามที่พบบ่อย2 ข้อ
(1) เข้าเมนูคลังสินค้า เลือกสินค้าคงคลัง
(2) กรณีสร้างใหม่กด “สร้างคลังสินค้า” หรือกรณีมีอยู่แล้วกดปุ่มดำเนินการเลือก “แก้ไข”
(3) กรอกแท็บ 1 “สร้างคลังเก็บสินค้า” แล้วบันทึก
(4) ตั้งค่าแถว ชั้นวาง หรือที่ตั้งสินค้าที่แท็บย่อย 2 “ที่ตั้ง” โดยกดปุ่มดำเนินการเพื่อเพิ่มระดับที่ตั้งได้
(5) ตั้งค่าที่อยู่จัดส่งได้ที่เมนู ตั้งค่าระบบ > บริษัท กดปุ่มดำเนินการ แล้วไปแท็บ 3 “สถานที่ส่งของ” เพื่อผูกคลังสินค้าและบันทึก — การตั้งค่านี้จะถูกใช้อัตโนมัติเมื่อสร้างใบแจ้งหนี้หรือใบสั่งขายที่ระบุที่อยู่จัดส่งและที่ตั้งสินค้า และจะแสดงในรายงานสต๊อกเพื่อการติดตาม
สามารถตั้งค่าคลังสินค้าที่ไม่ใช้งานแล้วให้เป็นสถานะ "Inactive" ได้จากหน้าจัดการคลังสินค้า เมื่อตั้งค่าแล้วคลังสินค้านั้นจะไม่ถูกแสดงเป็นตัวเลือกในเอกสารต่างๆ (เช่น ใบเสนอราคา) อีกต่อไป
ที่ตั้ง คือ พื้นที่บริเวณจัดเก็บสินค้า ในคลังสินค้าอาจแยกพื้นที่เป็น โซน แถว ชั้นวางสินค้า หรือ Log ของสินค้า ช่วยให้ผู้ดูแลคลังทราบได้ทันทีว่าสินค้าถูกจัดเก็บอยู่ที่ใด
ทำไมต้องมีที่ตั้งสินค้า
ตัวอย่างการกำหนดที่ตั้ง B-02-03: B = โซน B, 02 = แถว 02, 03 = ชั้น 03
ควรจัดวางกลุ่มสินค้าขายดีไว้ในตำแหน่งด้านหน้าที่เข้าถึงง่าย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
วิธีสร้างที่ตั้งสินค้า
วิธีแก้ไขที่ตั้งสินค้า
รายละเอียดข้อมูล
คู่มือหมวดอื่น
ยังไม่ได้คำตอบ? แชทกับทีมซัพพอร์ตได้จากในระบบ